081-544-0944LINE witoonlegal.com
Witoon Law Office logo

Employer Not Paying Wages or Overtime: What Can You Do?

นายจ้างค้างค่าจ้าง ไม่จ่ายโอที ไม่จ่ายเงินเดือน ต้องทำอย่างไร

คดีแรงงาน

คดีแรงงาน7 นาทีอ่าน16 ตุลาคม 2569เขียนโดย วิฑูลย์ แหยมพลับ

นายจ้างค้างค่าจ้าง ไม่จ่ายโอที ต้องทำอย่างไร

บทความนี้สำหรับลูกจ้างที่ถูกจ่ายเงินเดือนช้า จ่ายไม่ครบ หรือไม่จ่ายเลย รวมถึงคนที่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานวันหยุดแล้วไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะยังทำงานอยู่หรือออกจากงานแล้ว

คำตอบสั้น: มีทางเรียกร้องได้ 2 ทางหลัก คือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (แบบ คร.7) หรือฟ้องต่อศาลแรงงาน ทั้งสองทางอาศัยหลักฐานเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เรียกร้องได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินแต่ละรายการ ขั้นแรกคือรวบรวมหลักฐานการทำงานและการจ่ายเงินให้ครบ

คุณอยู่ตรงไหน

1. ยังทำงานอยู่ แต่เงินเดือนเริ่มจ่ายช้าหรือจ่ายไม่ครบ

ภายใน 7 วันแรกควรทำดังนี้

  • เก็บสลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และข้อความที่นายจ้างพูดถึงกำหนดจ่าย
  • จดว่าค้างเดือนไหน ยอดเท่าไร และนายจ้างให้เหตุผลว่าอะไร
  • ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมลหรือข้อความแชต เพื่อให้มีหลักฐานว่าได้ทวงแล้ว
  • ถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำงานต่อได้หรือไม่ ควรปรึกษาก่อนลาออก เพราะการลาออกเองมีผลต่อสิทธิบางอย่าง

2. ออกจากงานแล้ว แต่ยังมีเงินเดือนหรือเงินอื่นค้างอยู่

ภายใน 7 วันแรกควรทำดังนี้

  • รวบรวมสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือนย้อนหลัง และเอกสารที่ระบุวันสุดท้ายของการทำงาน
  • คำนวณรายการที่ค้างแยกเป็นรายการ เช่น เงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานวันหยุด ค่าจ้างวันลาพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้ (ถ้ามีสิทธิ)
  • ส่งหนังสือทวงถามถึงนายจ้างและเก็บหลักฐานการส่ง

3. ทำโอทีหรือทำงานวันหยุดมาตลอด แต่นายจ้างบอกว่าเงินเดือนรวมไว้แล้ว

ภายใน 7 วันแรกควรทำดังนี้

  • เก็บหลักฐานชั่วโมงทำงานจริง เช่น บันทึกเวลาเข้าออก ตารางเวร หรือข้อความสั่งงานนอกเวลา
  • ดูข้อความในสัญญาจ้างและสลิปว่าระบุค่าล่วงเวลาไว้อย่างไร
  • จดว่าทำงานล่วงเวลาตามคำสั่งหรือความรู้เห็นของใคร

4. นายจ้างปิดกิจการหรือบอกว่าไม่มีเงินจ่าย

ภายใน 7 วันแรกควรทำดังนี้

  • ตรวจว่านายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และชื่อที่ปรากฏในสัญญาจ้างและสลิปคืออะไร
  • เก็บเอกสารที่ยืนยันสถานะของนายจ้าง และหลักฐานว่านายจ้างยังเปิดดำเนินการอยู่หรือไม่
  • ปรึกษาทนายเรื่องการบังคับคดีและข้อมูลทรัพย์สินที่อาจใช้ชำระหนี้ได้

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่ควรเซ็นเอกสารว่าได้รับเงินครบแล้ว ถ้ายังไม่ได้รับเงินจริง เอกสารแบบนี้อาจถูกใช้ยันว่าไม่มีหนี้ค้าง
  • ไม่ควรหยุดงานเองโดยไม่แจ้ง เพราะอาจถูกอ้างว่าละทิ้งหน้าที่ แม้ค่าจ้างจะค้างอยู่ก็ตาม ควรปรึกษาก่อนตัดสินใจหยุดงาน
  • ไม่ควรลบหลักฐานหรือเอาเอกสารบริษัทไปเกินจำเป็น ให้เก็บสำเนาเอกสารของตนเอง เช่น สลิป สัญญา และข้อความที่ส่งถึงตัวเอง

ขั้นตอนตามกฎหมาย

  1. ตรวจสิทธิก่อนว่ารายการที่ค้างเป็นอะไร เช่น ค่าจ้างปกติ ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือเงินอื่นตามสัญญา กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละครั้งตามกำหนดและสถานที่ที่กฎหมายระบุ และกำหนดค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุดแยกจากค่าจ้างปกติในอัตราที่กฎหมายกำหนด
  2. ทวงถามนายจ้างเป็นหนังสือ ระบุรายการ ยอด และงวดที่ค้าง ขั้นตอนนี้ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับของกฎหมาย แต่ช่วยเป็นหลักฐานและบางครั้งช่วยให้ตกลงกันได้
  3. เลือกช่องทางการเรียกร้อง ทางแรกคือยื่นคำร้อง คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานซึ่งดูแลพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทางที่สองคือฟ้องต่อศาลแรงงาน ทั้งสองช่องทางไม่ควรใช้ซ้อนกันในเรื่องเดียวกัน ควรตัดสินใจก่อนยื่น
  4. กรณียื่น คร.7 พนักงานตรวจแรงงานจะเรียกนายจ้างมาให้ข้อมูลและสอบข้อเท็จจริง แล้วมีคำสั่งว่านายจ้างต้องจ่ายหรือไม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่ง ไม่ว่านายจ้างหรือลูกจ้าง ต้องนำคดีไปศาลแรงงานภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นคำสั่งเป็นที่สุด กรณีนายจ้างเป็นผู้ฟ้องต้องวางเงินตามคำสั่ง
  5. กรณีฟ้องศาลแรงงาน ลูกจ้างยื่นฟ้องเป็นหนังสือหรือแจ้งด้วยวาจาต่อเจ้าหน้าที่ศาลได้ ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันไม่ได้จึงสืบพยานและพิพากษา
  6. เมื่อได้คำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วนายจ้างยังไม่จ่าย ต้องดำเนินการบังคับคดีกับทรัพย์สินของนายจ้างตามกฎหมาย ซึ่งทนายจะช่วยประเมินว่ามีทรัพย์สินให้บังคับได้หรือไม่
  7. เรื่องดอกเบี้ยและเงินเพิ่มสำหรับการจ่ายล่าช้า กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีหลักเรื่องนี้ แต่อัตราและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับประเภทเงินและพฤติการณ์ จึงต้องให้ทนายตรวจก่อนคำนวณยอดเรียกร้อง

เอกสารที่ทนายต้องเห็นก่อนประเมินเรื่อง

  • สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และเอกสารที่ระบุอัตราค่าจ้าง
  • สลิปเงินเดือนและรายการเดินบัญชีที่ย้อนไปให้ครอบคลุมช่วงที่ค้าง
  • บันทึกเวลาเข้าออกงาน ตารางเวร หรือหลักฐานชั่วโมงทำงานล่วงเวลาและวันหยุด
  • ข้อความ อีเมล หรือแชตที่ทวงเงินและคำตอบของนายจ้าง
  • เอกสารยืนยันตัวตนนายจ้าง เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ และผู้มีอำนาจลงนาม
  • ตารางสรุปยอดที่คุณคำนวณเอง แยกตามรายการและเดือน
  • หนังสือรับรองการทำงานหรือหลักฐานวันเริ่มงานและวันสุดท้าย
  • เอกสารเกี่ยวกับประกันสังคม ถ้านายจ้างหักเงินแล้วไม่ได้ส่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม): กำหนดการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และสิทธิของลูกจ้างในหมวดต่าง ๆ
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวดว่าด้วยพนักงานตรวจแรงงาน: ลูกจ้างยื่นคำร้องได้ พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่ง
  • พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522: วิธีฟ้อง การไกล่เกลี่ย และการพิจารณาคดีแรงงาน
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะจ้างแรงงาน: หลักสัญญาจ้างทั่วไป
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยอายุความ: ระยะเวลาเรียกร้องที่ต่างกันตามประเภทหนี้

คำถามที่พบบ่อย

ควรไปร้องที่พนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงาน อย่างไหนดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐาน การยื่น คร.7 เป็นกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ช่วยสอบข้อเท็จจริงและมักไม่ต้องใช้ทนาย ส่วนการฟ้องศาลแรงงานเหมาะกับกรณีที่ข้อเรียกร้องซับซ้อนหรือมีข้อโต้แย้งมาก ทนายช่วยประเมินให้ตามเอกสารที่มีได้

ค่าจ้างค้างหลายเดือน เรียกย้อนหลังได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาเรียกร้องขึ้นอยู่กับประเภทของเงินแต่ละรายการ ไม่มีกำหนดเดียวสำหรับทุกอย่าง ทนายต้องดูว่าแต่ละรายการเป็นหนี้ประเภทใดและนับจากวันไหน บทความนี้จึงไม่ระบุตัวเลข

นายจ้างบอกว่าเงินเดือนรวมโอทีแล้ว ใช้ได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับสัญญาและการทำงานจริง กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ คือ ค่าล่วงเวลาในวันทำงานไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 61) ค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่า (มาตรา 63) บางตำแหน่งตามมาตรา 65 ไม่มีสิทธิค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และ 63 ทนายต้องดูตำแหน่ง สัญญา และวิธีจ่ายจริง ว่าเงินที่ได้ไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำนี้

ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ถ้าฟ้องศาลแรงงาน?
คดีแรงงานได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 27) แต่ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าเดินทาง ค่าถ่ายเอกสาร และค่าทนายความหากใช้ทนาย

ลูกจ้างรายวันหรือรับเหมา ได้รับความคุ้มครองเหมือนกันไหม?
กฎหมายคุ้มครองแรงงานใช้กับ "ลูกจ้าง" ตามนิยามของกฎหมาย ไม่ขึ้นกับชื่อสัญญา การจ้างที่ในความเป็นจริงมีนายจ้างสั่งงานและจ่ายค่าตอบแทนอาจเป็นการจ้างแรงงานแม้ตั้งชื่อว่าจ้างเหมา ทนายต้องดูลักษณะงานจริงเป็นรายกรณี

นายจ้างหักเงินเดือนเป็นค่าเสียหายได้ไหม?
กฎหมายจำกัดการหักค่าจ้างไว้เฉพาะกรณีที่ระบุ เช่น ภาษี เงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมาย และกรณีอื่นที่ได้รับความยินยอมตามเงื่อนไข ถ้าพบว่าถูกหักโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ควรเก็บสลิปไว้ให้ทนายตรวจ

ค่าบริการของทนายคิดอย่างไร?
ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน ความซับซ้อนของข้อเท็จจริง จำนวนรายการที่เรียกร้อง และขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ สำนักงานจะตกลงขอบเขตงานและค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงานทุกครั้ง

บทสรุป

การถูกค้างค่าจ้างหรือไม่ได้รับค่าล่วงเวลา มีทางเรียกร้องทั้งผ่านพนักงานตรวจแรงงานและผ่านศาลแรงงาน แต่ผลขึ้นอยู่กับหลักฐานการทำงานและการจ่ายเงินที่คุณเก็บไว้ รวมทั้งประเภทของเงินที่เรียกร้อง หากคุณมีสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และหลักฐานชั่วโมงทำงานแล้ว การนำเอกสารเหล่านี้ไปให้ทนายตรวจ จะช่วยให้เห็นว่าควรเลือกช่องทางไหนและต้องเตรียมอะไรเพิ่ม

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ต้องการคำปรึกษา?

ติดต่อเราได้ทุกวัน 07:00 – 20:00 น.

หมายเหตุ: ข้อมูลในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากท่านมีคดีความหรือต้องการคำแนะนำ กรุณาติดต่อทนายความโดยตรงที่ 081-544-0944

โทร 081-544-0944LINE witoonlegal.com