สำนักงานกฎหมายอาจารย์วิฑูรย์
Witoon Law Office

Suspect Rights You Should Know

สิทธิผู้ต้องหาที่ควรรู้

สิทธิพื้นฐาน

สิทธิผู้ต้องหาที่ควรรู้
สิทธิพื้นฐาน8 นาทีอ่าน20 พฤษภาคม 2567โดย วิฑูลย์ แหยมพลับ

หลักสันนิษฐานความบริสุทธิ์

กฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศวางหลักว่า "ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่ใช่ผู้กระทำผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด" หลักนี้เรียกว่า "หลักสันนิษฐานความบริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และเป็นมาตรฐานสากลตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

หลักนี้หมายความว่า ภาระการพิสูจน์ความผิดเป็นของรัฐหรือฝ่ายโจทก์ ผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และมีสิทธิหลายประการเพื่อปกป้องตนเองในกระบวนการยุติธรรม

ฐานทางกฎหมายที่รับรองสิทธิผู้ต้องหา

  • รัฐธรรมนูญ มาตรา 28–29 — รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หลักสันนิษฐานความบริสุทธิ์
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) — มาตรา 7/1, 7 ตรี, 134, 134/1
  • พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — กฎหมายใหม่ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มเติม รวมถึงการบันทึกวิดีโอตอนจับกุม
  • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ICCPR) — ที่ไทยเป็นภาคี

สิทธิของผู้ต้องหา 8 ประการที่ต้องรู้

1. สิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อกล่าวหา (Right to Be Informed)

ตามมาตรา 7/1 ป.วิ.อ. เจ้าพนักงานต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบในทันทีถึงข้อกล่าวหาและสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้ต้องหามี เป็นภาษาที่เข้าใจได้ ก่อนที่จะดำเนินการสอบสวนใด ๆ

2. สิทธิในการมีทนายความ (Right to Counsel)

ตามมาตรา 7 ตรี ป.วิ.อ. ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความเข้าฟังและให้คำปรึกษาในการสอบสวนตั้งแต่ชั้นแรก หากไม่สามารถจ้างทนายเองได้ รัฐต้องจัดหาทนายให้ในคดีที่มีโทษจำคุก หรือผู้ต้องหาเป็นเด็ก หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

3. สิทธิที่จะไม่ให้การ (Right to Silence)

ตามมาตรา 134 ป.วิ.อ. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะ "ให้การหรือไม่ให้การก็ได้" หากเลือกที่จะให้การ การให้การนั้นอาจถูกใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล การ "ไม่ให้การ" ไม่ถือเป็นเหตุต่อต้านท่าน และศาลห้ามนำการไม่ให้การมาเป็นเหตุพิพากษา

4. สิทธิที่จะพบทนายเป็นการส่วนตัว

ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาทนายเป็นการส่วนตัวโดยปราศจากการดักฟัง เพื่อให้สามารถให้ข้อเท็จจริงและรับคำแนะนำได้อย่างเต็มที่

5. สิทธิที่จะไม่ถูกซ้อมทรมานหรือบังคับให้ให้การ

การซ้อม การข่มขู่ การให้รางวัล หรือสัญญาว่าจะให้สิ่งใดเพื่อแลกกับคำให้การ เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด คำให้การที่ได้มาโดยไม่ชอบใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ พระราชบัญญัติป้องกันการทรมาน พ.ศ. 2565 ยังกำหนดให้บันทึกภาพและเสียงในระหว่างการจับกุมและสอบสวน

6. สิทธิในการประกันตัว

เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหามีสิทธิร้องขอประกันตัวระหว่างคดี เว้นแต่มีเหตุที่จะคุมตัวต่อเนื่อง เช่น มีพยานหลักฐานชัดเจนและมีโอกาสหลบหนี อ่านรายละเอียดได้ในบทความ "การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย"

7. สิทธิเสนอพยานและซักค้านพยาน

ผู้ต้องหามีสิทธิเสนอพยานบุคคลและพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และมีสิทธิซักค้านพยานฝ่ายโจทก์ในชั้นศาล

8. สิทธิที่จะได้รับล่ามแปลภาษา

ผู้ต้องหาที่ไม่เข้าใจภาษาไทย มีสิทธิที่จะได้รับล่ามที่รัฐจัดให้ ทั้งในชั้นสอบสวนและในศาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

กฎหมายป้องกันการทรมาน พ.ศ. 2565

พระราชบัญญัตินี้ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ให้ความคุ้มครองเพิ่มเติม ได้แก่

  • กำหนดให้เจ้าหน้าที่บันทึกภาพและเสียงในระหว่างจับกุม สอบสวน และระหว่างควบคุมตัว 24 ชั่วโมงแรก
  • ผู้ถูกจับมีสิทธิแจ้งญาติทันที
  • กำหนดโทษอาญาแก่เจ้าหน้าที่ที่ทรมานหรือทำให้ผู้ต้องหาสูญหาย
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีร้องเรียน

หากสิทธิถูกละเมิด ต้องทำอย่างไร?

  1. แจ้งทนายความทันที — บอกรายละเอียดของการละเมิดสิทธิ ทนายจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
  2. ขอตรวจร่างกาย — หากถูกทำร้าย ขอให้แพทย์ออกใบรับรองอาการบาดเจ็บ
  3. ยื่นคำร้องต่อศาล — ศาลสามารถสั่งให้ปล่อยตัวหรือเปลี่ยนสถานที่ควบคุมได้
  4. ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ — หรือคณะกรรมการสอบสวนตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน
  5. ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง — ต่อเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิ และเรียกค่าเสียหาย

ตัวอย่างกรณีศึกษา (สมมติเพื่อการศึกษา)

กรณีที่ 1 — ใช้สิทธิไม่ให้การ: นาย ก. ถูกจับในข้อหายาเสพติด เจ้าหน้าที่กดดันให้ลงชื่อในคำให้การ นาย ก. ใช้สิทธิ "ไม่ให้การจนกว่าจะพบทนาย" และขอแจ้งครอบครัว เมื่อทนายมาถึง ตรวจสอบหลักฐาน พบว่าการจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีถูกยกฟ้อง

กรณีที่ 2 — ถูกซ้อม: นาย ข. ถูกซ้อมทรมานเพื่อให้ลงชื่อในคำให้การ ทนายของ ข. ขอตรวจร่างกาย ได้ใบรับรองแพทย์ ยื่นต่อศาล ศาลสั่งให้คำให้การที่ได้จากการซ้อมไม่รับฟัง และฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำเป็นความผิดอาญา

กรณีที่ 3 — ชาวต่างชาติ: Mr. C ชาวอังกฤษถูกจับในข้อหาฉ้อโกง เจ้าหน้าที่ไม่จัดล่ามให้ Mr. C ปฏิเสธการให้การจนกว่าจะมีล่าม ทนายขอใบรับรองว่ามีการละเมิดสิทธิ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานในชั้นศาล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลงชื่อโดยไม่อ่าน — เจ้าหน้าที่อาจเขียนคำให้การที่ไม่ตรงตามที่ผู้ต้องหาพูด
  • ให้การโดยไม่มีทนาย — สิ่งที่พูดอาจถูกเขียนผิดความหมายและใช้เป็นหลักฐาน
  • เชื่อคำสัญญาว่า "บอกความจริงแล้วจะปล่อย" — ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดมีอำนาจสัญญาเช่นนั้น
  • ไม่แจ้งครอบครัว — ทำให้ครอบครัวไม่ทราบและไม่สามารถจัดหาทนายได้ทัน
  • กลัวจนยอมรับสิ่งที่ไม่ได้ทำ — รักษาสิทธิที่จะไม่ให้การ จนกว่าจะพบทนาย

คำถามที่พบบ่อย

หากไม่มีเงินจ้างทนาย ต้องทำอย่างไร?
มีสิทธิร้องขอทนายของรัฐ (สภาทนายความ) ในคดีที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป รัฐต้องจัดทนายให้ฟรี ในคดีที่มีโทษน้อยกว่า สามารถขอคำปรึกษาเบื้องต้นจากสภาทนายความหรือคลินิกกฎหมายของมหาวิทยาลัย

หากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้พบทนาย ทำอย่างไร?
เป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมาย ให้ครอบครัวร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือยื่นคำร้องต่อศาล

การ "ไม่ให้การ" จะถูกตีความว่ามีความผิดไหม?
ไม่ ตามกฎหมายไทย การไม่ให้การไม่ถือเป็นเหตุที่จะตัดสินว่าผู้ต้องหามีความผิด

ผู้ต้องหามีสิทธิเห็นพยานหลักฐานก่อนให้การไหม?
ในชั้นสอบสวนอาจไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ในชั้นศาลมีสิทธิดูพยานหลักฐานทั้งหมดและซักค้านพยาน

หากต้องการเปลี่ยนทนายระหว่างคดี ทำได้ไหม?
ทำได้ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเปลี่ยนทนาย แต่ต้องไม่ทำให้คดีล่าช้าเกินสมควร

บทสรุป

การรู้สิทธิของตนเองเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดของผู้ต้องหา หลักการสำคัญที่ต้องจำคือ "ใช้สิทธิไม่ให้การจนกว่าจะพบทนาย" ห้ามลงชื่อในเอกสารใด ๆ โดยไม่อ่าน และต้องแจ้งครอบครัวให้ทราบทันที สิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งที่กฎหมายให้ไว้เพื่อความเป็นธรรม การใช้สิทธิอย่างถูกต้องและทันท่วงทีจะช่วยปกป้องเสรีภาพและโอกาสในการต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ต้องการคำปรึกษา?

ติดต่อเราได้ทุกวัน 07:00 – 20:00 น.

หมายเหตุ: ข้อมูลในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี หากท่านมีคดีความหรือต้องการคำแนะนำ กรุณาติดต่อทนายความโดยตรงที่ 081-5440944